link 12bet 2888k

ตามหา ” ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ” แห่งระบบสุริยะ ด้วย กล้องโทรทรรศน์ ใหม่

ตามหา ” ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ” แห่งระบบสุริยะ ด้วย กล้องโทรทรรศน์ ใหม่

นับตั้งแต่ปี  2025 เป็นต้นไป การสำรวจระบบสุริยะของหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เวรา ซี รูบิน จะทำให้การค้นพบวัตถุที่โคจรรอบดวงอาทิตย์สูงขึ้นประมาณ 10 เท่า และทำให้นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวหางดวงใหม่ ดาวเคราะห์น้อยแปลก ๆ จากดาวดวงอื่น  หรือแม้กระทั่ง ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ที่ยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์ตัวใดหาพบ

ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 – ระบบสุริยะของเราเป็นที่ตั้งของดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ดวงจันทร์ที่ซุกซ่อนความลึกลับไว้ ดาวเคราะห์น้อยที่ลอยไปมามากมาย และดาวหางที่พุ่งกระจายไปทั่วทิศทาง แต่ไม่ว่าเราจะพยายามสำรวจจักรวาลอันมืดมิดด้วยกล้องโทรทรรศน์จำนวนมากมายเท่าใด พื้นที่ส่วนใหญ่ของเพื่อนบ้านบนอวกาศก็ยังเป็นพื้นที่ที่กล้องโทรทรรศน์ไม่สามารถสำรวจและจับภาพได้

ทว่า ทุกสิ่งกำลังจะเปลี่ยนไป เนื่องจากในปัจจุบันนี้ ทีมนักดาราศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์กำลังร่วมกันพัฒนากล้องโทรทรรศน์สำรวจภาพรวมขนาดใหญ่ตัวใหม่ ที่มีชื่อว่า เวรา ซี รูบิน แอลเอสเอสที (Vera C. Rubin LSST) บนหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เวรา ซี รูบิน (Vera C. Rubin Observatory: VRO) ซึ่งตั้งอยู่บนยอดของสันเขาเซโร ปาชอน (Cerro Pachón) ที่สูงกว่า 2,650 เมตร ในประเทศชิลี กล้องโทรทรรศน์ตัวใหม่นี้จะเข้ามาสร้างความก้าวหน้าให้กับวงการดาราศาสตร์และปฏิวัติวงการนี้ให้ดียิ่งขึ้น โดยการนำความล้ำหน้าทางวิศวกรรมมาผสานเข้ากับสุดยอดซอฟต์แวร์และความชาญฉลาดทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้กล้องโทรทรรศน์บนหอสังเกตการณ์ VRO สามารถสำรวจพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของระบบสุริยะได้อย่างทั่วถึง และสามารถสำรวจวัตถุที่อยู่ห่างไกล นับตั้งแต่ดาวฤกษ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักรชีวิต จนถึงวัตถุในระบบสุริยะอื่น ๆ จำนวนนับไม่ถ้วนที่นักดาราศาสตร์ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
link 12bet 2888kLiên kết đăng nhập
กล้องถ่ายภาพขนาดยักษ์ประจำหอสังเกตการณ์วีรา ซี. รูบิน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการประกอบ ณ ห้องปฏิบัติการเร่งอนุภาคแห่งชาติสแลค ในเมืองพาโล อัลโต มีเซ็นเซอร์จำนวน 189 ตัว และสามารถถ่ายภาพความละเอียด 3.2 กิกะพิกเซล ทำให้กล้องตัวนี้กลายเป็นกล้องดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา
มาริโอ ยูริช (Mario Jurić) นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน หนึ่งในผู้ที่กำลังร่วมพัฒนากล้องโทรทรรศน์ VRO กล่าวว่า “สิ่งที่กล้องโทรทรรศน์ตัวนี้จะให้เราคือ รายละเอียดที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ของทุกสิ่งทุกอย่างภายในระบบสุริยะ ทั้งชั้นในและชั้นนอกที่อยู่ไกลออกไปจากดาวเนปจูน” เมื่อใช้กล้องโทรทรรศน์ VRO สำรวจระบบสุริยะ จำนวนของดาวเคราะห์น้อยที่ถูกค้นพบจะพุ่งสูงขึ้นเกือบในทันที ดาวเคราะห์น้อยดวงแรกถูกค้นพบเมื่อค.ศ. 1801 สองศตวรรษต่อมา มีการค้นพบเพิ่มอีกนับล้านดวง และในอนาคต จำนวนของดาวเคราะห์น้อยที่ถูกค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์ VRO จะเพิ่มเป็น 2 เท่าจากจำนวนในปัจจุบัน ภายในระยะเวลา 3 ถึง 6 เดือนหลังการสำรวจ ยิ่งไปกว่านั้น กล้องโทรทรรศน์นี้อาจจะค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะ (Planet Nine) หรือดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่นักดาราศาสตร์บางคนเชื่อว่าซ่อนอยู่บริเวณขอบของระบบสุริยะ เปโดร เบอร์นาร์ดิเนลลี (Pedro Bernardinelli) นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันกล่าวว่า “บางที เราอาจจะได้รู้ว่าที่ขอบระบบสุริยะมีดาวเคราะห์ลึกลับดวงนี้อยู่จริงหรือไม่ภายในปีแรก” นอกจากการสำรวจระบบสุริยะแล้ว กล้องโทรทรรศน์ VRO ยังมีหน้าที่ในการตรวจจับวัตถุระหว่างดวงดาวหลายสิบดวงที่ถูกผลักออกมาจากระบบดาวฤกษ์อื่น ยูริชอธิบายเสริมว่า “เศษวัตถุรูปร่างแปลกประหลาดเหล่านั้นจะทำให้เราเริ่มเข้าใจว่าระบบดาวเคราะห์อื่น ๆ เป็นอย่างไร” ในปี 2025 กล้องโทรทรรศน์ VRO มีกำหนดการสำรวจระบบสุริยะ โดยจะใช้ระยะเวลาทั้งหมด 10 ปีในการเก็บและรวบรวมข้อมูลใหม่ ๆ ที่พบให้กับนักดาราศาสตร์   ยูริชกล่าวว่า “แล้วเราก็จะได้รู้กันว่า ข้อมูลที่ได้มาจะบอกอะไรบ้าง” ในขณะที่กล่าวถึงจุดกำเนิดแรกเริ่มและวิวัฒนาการของกาแล็กซีของเรา
link 12bet 2888kLiên kết đăng nhập
ทราวิส แลง (Travis Lange) หัวหน้าวิศวกรของทีมก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์กำลังตรวจสอบเลนส์ด้านหน้าของกล้อง VRO ด้วยไฟฉายกำลังสูงเพื่อตรวจหาฝุ่น กล้องดิจิทัลประสิทธิภาพสูงซึ่งเป็นหัวใจหลักของหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เวรา ซี รูบิน จะสามารถถ่ายภาพท้องฟ้าทางซีกโลกใต้ทั้งผืนได้โดยไม่จำกัดครั้งในระหว่างที่ทำการสำรวจ

ดวงตาอันทรงพลังที่ตั้งอยู่บนยอดเขาในชิลี

หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เวรา ซี รูบิน ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนร่วมกันจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Science Foundation: NSF) และกระทรวงพลังงานสหรัฐ (Department of Energy: DOE) ถูกตั้งชื่อขึ้นตามนักดาราศาสตร์ผู้โด่งดัง เจ้าของผลงานการค้นพบปรากฏการณ์พิเศษของดวงดาวที่นำไปสู่การก่อตั้งทฤษฎีสสารมืด หรือสสารในจักรวาลที่ยังตรวจจับไม่ได้แต่มีหน้าที่ยึดโยงดาวและกาแล็กซีต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หอสังเกตการณ์อันล้ำสมัยที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อไขข้องสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับจักรวาลแห่งนี้ ถือเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ทรงพลังมาก ซานดรีน โธมัส (Sandrine Thomas) รองผู้อำนวยการฝ่ายก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์ VRO กล่าวว่า “ทุกอย่างเกี่ยวกับหอสังเกตการณ์รูบินยิ่งใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นกล้องโทรทรรศน์ที่ทำงานได้ไวที่สุด กล้องดิจิตอลขนาดยักษ์ภายในกล้องโทรทรรศน์ที่ทำงานได้อย่างแม่นยำ  เซนเซอร์ที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กล้อง หรือจำนวนพิกเซลของกล้องที่สูงมหาศาล” โดยปกติแล้ว หอสังเกตการณ์ส่วนใหญ่จะมีขอบเขตการมองเห็นที่กว้าง ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นท้องฟ้าได้มากขึ้น หรือมีกระจกหลักของกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้รวมแสงได้มากจนสามารถมองเห็นวัตถุที่จางและอยู่ไกลได้ เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ทว่า หอสังเกตการณ์ VRO กลับมีทั้งสองสิ่งนี้ในที่เดียว เพราะใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรมที่แตกต่างและล้ำหน้าในการสร้าง กล้องโทรทรรศน์ที่หอสังเกตการณ์ VRO จะสามารถสำรวจท้องฟ้าทางซีกโลกใต้ในยามค่ำคืนได้ทั้งผืนแบบไม่จำกัดครั้ง ในระหว่างการสำรวจที่ยาวนานนับทศวรรษ โดยจะสามารถส่องเห็นได้เกือบทุกอย่างและเกือบทุกที่ในระบบสุริยะ “นี่คือการก้าวกระโดดที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของยุค” เบอร์นาร์ดิเนลลีกล่าว

วัตถุลึกลับที่ซ่อนอยู่หลังม่านน้ำแข็ง

บริเวณที่กล้องโทรทรรศน์ VRO จะจับภาพนั้นจะอยู่ในแถบดาวเคราะห์น้อย “วัตถุที่อยู่ในบริเวณนี้คือเศษซากที่เหลือจากการก่อตัวของดาวเคราะห์” ชวามบ์อธิบายเสริม แน่นอนว่ากล้องโทรทรรศน์ VRO จะสามารถจับภาพของดาวเคราะห์น้อยขนาดกลาง ซึ่งเป็นขนาดที่ยากต่อการระบุตำแหน่งว่าโคจรเข้าใกล้โลกมากน้อยเพียงใดได้ กล่าวคือ กล้องโทรทรรศน์ VRO จะสามารถระบุตำแหน่งของวัตถุที่เสี่ยงต่อการชนโลกในอนาคตได้ก่อนที่มันจะพุ่งใส่โลก ดังนั้น เราจึงสามารถที่จะหาทางป้องกันไม่ให้โลกได้รับผลกระทบจากการชนของดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้นได้ ดาวเคราะห์น้อยบางดวงอาจพบได้ในวงโคจรโลก หรือบางทีพวกมันอาจเป็นส่วนหนึ่งกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่นักดาราศาสตร์คาดว่าอยู่ใกล้กับวงโคจรดาวศุกร์
link 12bet 2888kLiên kết đăng nhập
กล่องสุญญากาศขนาดใหญ่กล่องนี้มีไว้เพื่อเก็บฟิลเตอร์ของเลนส์กล้องโทรทรรศน์ VRO ไนโตรเจนที่ถูกสูบเข้าไปอย่างต่อเนื่องจะป้องกันไม่ให้กระจกของฟิลเตอร์บิดงอ ด้วยการทำให้ภายในกล่องแห้งกว่าอากาศธรรมชาติภายนอก
นอกจากนี้ ในขณะที่กล้องโทรทรรศน์ VRO เปลี่ยนบริเวณในการสำรวจไปยังระบบสุริยะชั้นใน มันได้ถูกกำหนดให้เผยภาพโครงสร้างของระบบสุริยะชั้นนอกให้นักดาราศาสตร์ได้เห็นเป็นครั้งแรก และนอกจากกล้องโทรทรรศน์ตัวใหม่จะช่วยให้เราค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ได้มากขึ้นแล้ว กล้อง VRO ยังสามารถติดตามดาวหางที่เริ่มจะระเหิดได้จากตำแหน่งที่ไกลจากดวงอาทิตย์มากกว่าเดิม หากไม่นับดาวหางขนาดมหึมาที่มีความผันผวนสูงซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ดวง กล้องโทรทรรศน์จะไม่สามารถจับภาพของดาวหางหรือก้อนน้ำแข็งสกปรกในอวกาศอื่น ๆ ที่กระจายตัวอยู่รอบนอกของระบบสุริยะได้ จนกว่าพวกมันจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบสุริยะรอบในและโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น เพราะเมื่อดาวหางโคจรเข้าระบบสุริยะรอบใน ความร้อนจากดวงอาทิตย์จะทำให้น้ำแข็งและแก๊สแข็งในดาวหางระเหิดเป็นไอ ต่อมาไอที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นละอองขนาดใหญ่ซึ่งลากยาวออกไปเป็นส่วนหางของดาวหางที่สามารถมองเห็นได้ผ่านกล้องโทรทรรศน์ กล้องโทรทรรศน์ VRO อาจเป็นสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มความฝันของเหล่านักดาราศาสตร์ ในการค้นพบดาวหางก่อนที่มันจะพุ่งเข้าหาดวงอาทิตย์ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งถ้าหากทำได้สำเร็จ นักดาราศาสตร์อาจจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบสุริยะในช่วงแรกเริ่มจากดาวหางที่ไม่ถูกความร้อนทำให้แปรสภาพ “เราจะสามารถส่งยานอวกาศขึ้นไปเก็บข้อมูลของดาวหางได้อย่างละเอียด” ชวามบ์กล่าว ดาวหางมาจากแหล่งกำเนิด 2 แห่งด้วยกัน แห่งแรกคือ เมฆออร์ต (Oort Cloud) หรือบริเวณรอบนอกของระบบสุริยะที่นักดาราศาสตร์เชื่อว่า มีลักษณะเป็นเปลือกหุ้มระบบสุริยะที่ก่อตัวขึ้นจากก้อนน้ำแข็งสกปรก เมฆออร์ตอยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์มากจนไม่เคยมีกล้องโทรทรรศน์ตัวไหนจับภาพได้โดยตรง ซึ่งกล้อง VRO ก็ไม่สามารถจับภาพของบริเวณนี้ได้เช่นกัน แหล่งกำเนิดของดาวหางอีกแห่งคือ แถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ซึ่งเป็นบริเวณที่กล้องโทรทรรศน์ VRO จะถ่ายภาพเพื่อนำรายละเอียดที่ปรากกฎไปศึกษาต่อ แถบไคเปอร์คือ บริเวณที่มีลักษณะเป็นวงแหวน ซึ่งอยู่เลยวงโคจรของดาวเนปจูนออกไปนอกระบบสุริยะ วัตถุส่วนใหญ่ที่พบในแถบวงแหวนนี้เป็นก้อนวัตถุแข็ง เช่น ก้อนน้ำแข็งที่มีชื่อเรียกว่า วัตถุแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt Objects: KBOs) หรือวัตถุพ้นดาวเนปจูน (Trans-Neptunian Object: TNO) โดยมีดาวเคราะห์แคระพลูโตเป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุด ในปัจจุบัน มีวัตถุในแถบไคเปอร์ที่ถูกค้นพบเพียงไม่กี่พันดวงเท่านั้น นักดาราศาสตร์จึงคาดหวังว่ากล้องโทรทรรศน์ VRO จะสามารถค้นหาวัตถุอื่น ๆ ในบริเวณนี้เพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยหลักพันดวง นอกจากการค้นหาวัตถุแล้ว ภาพจากกล้องโทรทรรศน์ตัวนี้อาจจะทำให้นักดาราศาสตร์ได้ทราบถึงรายละเอียดโครงสร้างและองค์ประกอบที่แท้จริงของแถบไคเปอร์ รวมไปถึงปริศนาสำคัญของระบบสุริยะที่ว่า “ในระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์ที่ดวง” ชวามบ์กล่าว
link 12bet 2888kLiên kết đăng nhập
หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เวรา ซี รูบิน บนยอดของสันเขาเซโร ปาชอน (Cerro Pachón) ในประเทศชิลีใต้ท้องฟ้ายามสนธยา หอสังเกตการณ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อดำเนินโครงการสำรวจทางดาราศาสตร์ Legacy Survey of Space and Time (LSST) โดยโครงการนี้จะทำการสำรวจท้องฟ้าทางซีกโลกใต้ทั้งหมดที่มองเห็นได้ผ่านการถ่ายภาพประมาณ 1,000 รูปทุกคืน ตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษ
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์บางคนได้เสนอทฤษฎีว่า วงโคจรของวัตถุบริเวณขอบระบบสุริยะที่ผิดแปลกไปจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่า มีดาวเคราะห์ขนาดเท่าดาวเนปจูนซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในบริเวณนั้น หรืออาจจะซ่อนอยู่ในบริเวณที่ไกลออกไปจากดาวเคราะห์แคระพลูโตมาก ถึงแม้ว่ากล้องโทรทรรศน์ที่มีอยู่ยังมีประสิทธิภาพไม่มากพอที่จะค้นหาดาวลึกลับดวงนั้น แต่ถ้าหากว่าดาวเคราะห์ที่คาดการณ์ไว้มีอยู่จริง กล้องโทรทรรศน์ VRO ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนี้ก็ควรจะหาดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะของเราพบ เบอร์นาร์ดิเนลลีเสริมว่า “ลองจินตนาการดูสิว่า ถ้าในอีก 2 ปีข้างหน้าเราสามารถพูดได้ว่า พบดาวเคราะห์ดวงใหม่ในระบบสุริยะแล้ว จะน่าตื่นเต้นแค่ไหน”

การศึกษาอวกาศที่จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

เช่นเดียวกับหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์และกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินแห่งอื่น ๆ หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เวรา ซี รูบิน ก็จะถูกรบกวนจากดาวเทียมวงโคจรต่ำที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงสูง โดยเฉพาะจากกลุ่มดาวเทียมสตาร์ลิงก์ (Starlink) ขนาดใหญ่จากบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง  ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าในขณะนี้ ดาวเทียมสตาร์ลิงก์กว่า 4,500 ดวงที่โคจรอยู่เหนือผิวโลกจะสะท้อนแสงรบกวนกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดิน จนเกิดเป็นเส้นแสงสีขาวที่บดบังภาพถ่ายทางดาราศาสตร์จำนวนมาก กระนั้น ทางบริษัท SpaceX ก็ยังวางแผนที่จะปล่อยดาวเทียมอีกหลายหมื่นดวงขึ้นสู่วงโคจรในอนาคต หากเป็นเช่นนั้น แสงจากดาวเทียมจะส่งผลให้ภาพ 30 เปอร์เซ็นต์ของภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ที่บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์ VRO มีรอยขีดจากเส้นแสง ในปัจจุบัน ยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหานี้อย่างชัดเจน เบอร์นาร์ดิเนลลีอธิบายว่า “เราจะต้องหาทางรับมือกับมัน เพราะเราไม่มีทางเลือก” อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากล้องโทรทรรศน์ VRO จะถูกแสงจากกลุ่มดาวเทียมขนาดใหญ่รบกวนการทำงาน แต่กล้องภาคพื้นดินตัวนี้ก็ยังเป็นเครื่องมือสำรวจอวกาศในฝันของเหล่านักดาราศาสตร์เช่นเดิม “เมื่อรายละเอียดถูกเปิดเผย ความซับซ้อนอันสวยงามของระบบสุริยะจะปรากฏ มันจะเข้ามาพัฒนาและปรับปรุงความรู้ความสามารถในการศึกษาระบบสุริยะของเราให้ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างรอบนอกของระบบสุริยะ ฉันพูดได้ว่า ตอนนี้การสำรวจระบบสุริยะเหมือนกับการมองเห็นหน้าคนลาง ๆ อยู่หลังเมฆ แต่กล้องโทรทรรศน์ VRO จะเข้ามาทำให้เรารู้ว่าด้านหลังเมฆที่บดบังระบบสุริยะของเรา มีรูปปั้นเดวิดของไมเคิลแองเจโลรออยู่” มิเชลล์ แบนนิสเตอร์ (Michele Bannister) นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคนเทอเบอรี่กล่าว

ภาพ คริสตี เฮมม์ คล็อก

แปล พรรณทิพา พรหมเกตุ


อ่านเพิ่มเติม รวมภาพ 12 ปี กว่าจะมาเป็น กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์

Recommend

casino fb88 nhà cái w88 Đường link w88 tải 68 game bài 68 game bài đổi thưởng